บทที่ 7 เมียบำเรอล้างหนี้ EP7

อดิกุลถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นดวงตาคมกริบสีนิลที่ดุดันและทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจ เขายกเรียวขายาวขึ้นพาดบนโต๊ะกระจกอย่างถือดี สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่สามตัวถูกเปิดใช้งานจนเย็นฉ่ำ เพื่อแก้ขัดระหว่างรอช่างมาติดตั้งเครื่องใหม่

“เบียร์เย็นๆ ครับนาย”

อิน เยง ลูกน้องคนสนิทอีกคนรีบเปิดกระป๋องเบียร์ยี่ห้อดังส่งให้ผู้เป็นนายอย่างรู้ใจ

อดิกุลรับมันมาจิบช้าๆ ก่อนจะเบือนหน้ากลับมามองเมธาที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางห้อง

“มีอะไรจะเห่าก็รีบเห่ามา เวลาของฉันมีค่ามากกว่าเศษเงินที่แกติดฉันอยู่” คำพูดเชือดเฉือนหลุดออกจากปากมาเฟียหนุ่ม

“ผม...ผมอยากจะขอประนอมหนี้ครับ” เมธาก้มหน้าตอบเสียงสั่น พยายามทำตัวให้น่าสงสารที่สุด “ยี่สิบห้าล้านมันเยอะเกินกว่าที่ผมจะหามาคืนได้ในเวลาอันสั้น ผมขอเวลา”

“เวลา” อดิกุลเลิกคิ้ว แค่นหัวเราะในลำคอ “ในบ่อนของฉัน ไม่มีคำว่าเวลาสำหรับคนขี้แพ้ แกน่าจะรู้กฎข้อนี้ดีนี่”

“แต่...แต่ผมยอมยกบ้านกับโรงแรมให้คุณแล้วนะครับ หนี้มันก็น่าจะลดลงไปเกือบครึ่ง ได้โปรดเถอะครับ ให้โอกาสผม”

ในระหว่างที่ฟังลูกหนี้คร่ำครวญ สายตาคมกริบของอดิกุลก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง ที่ตกอยู่ใต้ชั้นวางโทรทัศน์บิวต์อินที่มุมห้อง มันเป็นกรอบรูปไม้ขนาดเล็กที่คงหล่นลงมาตอนที่ลูกน้องของเขากำลังรื้อของ

“อิน เยง ไปหยิบกรอบรูปนั่นมาให้ฉัน” อดิกุลสั่งเสียงเรียบ ชี้มือไปยังมุมห้อง

อิน เยงรีบเดินไปหยิบของตามคำสั่ง ก่อนจะนำมาค้อมหัวส่งให้เจ้านายอย่างรวดเร็ว

อดิกุลรับกรอบรูปนั้นมาพลิกดู ภาพที่ปรากฏคือภาพครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก เมธา ดาริน และผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง รอยยิ้มสดใส ดวงตากลมโตเป็นประกาย และใบหน้าหวานละมุนราวกับนางในวรรณคดีที่กำลังแย้มยิ้มให้กล้อง

วินาทีที่สายตาคมปะทะเข้ากับใบหน้าของหญิงสาวในรูป ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของมาเฟียหนุ่ม อดิกุลจ้องมองหญิงสาววัยขบเผาะในรูปนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เสน่ห์บางอย่างที่บริสุทธิ์และเย้ายวนแผ่ซ่านออกมาจากรูปถ่ายจนเขารู้สึกร้อนรุ่ม ความปรารถนาอันดำมืดและสัญชาตญาณนักล่าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน

สวย...สวยจนน่าทำลายให้แหลกคามือ

“คุณอิฐครับ...คุณอิฐ” เมธาร้องเรียกเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มเอาแต่จ้องกรอบรูปของลูกสาวเขาเขม็ง ความรู้สึกสังหรณ์ใจเริ่มก่อตัวขึ้น

อดิกุลยังคงเพ่งมองรูปภาพนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาเบื่อหน่ายอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของพญาราชสีห์ที่เพิ่งค้นพบกวางน้อยแสนหวานในป่าใหญ่

“เรียกอยู่ได้ อยากตายนักหรือไง” อดิกุลละสายตาจากรูปถ่าย ตวัดสายตาดุดันตวาดใส่จนเมธาสะดุ้งเฮือก

“ขะ...ขอโทษครับ” เมธาก้มหน้างุด

“พูดธุระของแกต่อสิ” อดิกุลปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจไว้ที่มุมปาก ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ไปบนใบหน้าของหญิงสาวในรูปถ่ายอย่างแผ่วเบา

“คือ ในเมื่อบ้านกับโรงแรมตกเป็นของคุณแล้ว ผมอยากจะขออนุญาต เข้าไปพักที่โรงแรมของตัวเอง เอ้ย! โรงแรมของคุณ สักหนึ่งถึงสองเดือนได้ไหมครับ ระหว่างที่ผมหาที่อยู่ใหม่ให้ลูกเมีย” เมธากลั้นใจเสนอทางออกที่เขาคิดว่าดีที่สุด

“หนึ่งถึงสองเดือน” อดิกุลทวนคำช้าๆ ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด สมองอันชาญฉลาดและมากเล่ห์กำลังคำนวณหมากกระดานนี้อย่างรวดเร็ว “ฉันตกลง ฉันจะให้แกและครอบครัวมีที่ซุกหัวนอน”

เมธาเบิกตากว้าง ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจจนแทบน้ำตาไหล “ขะ...ขอบคุณครับ ขอบคุณคุณอิฐมากครับที่เมตตา”

“เดี๋ยว...” อดิกุลยกมือขึ้นห้าม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏชัดบนใบหน้าหล่อเหลา “ฉันให้อยู่แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น และมีข้อแม้เพียงข้อเดียว”

“ขะ...ข้อแม้อะไรหรือครับ”

“ข้อแม้ก็คือ ครอบครัวของแก จะต้องเข้ามาพักที่บ้านหลังนี้เท่านั้น ห้ามไปอยู่ที่โรงแรมเด็ดขาด”

เมธาอ้าปากค้าง สมองสับสนงุนงงไปหมด “บะ...บ้านหลังนี้ แต่คุณอิฐเพิ่งยึดมันไป และกำลังจะเข้ามาอยู่ไม่ใช่หรือครับ แล้วทำไม”

“นั่นมันเรื่องของฉัน แกมีหน้าที่แค่ทำตามข้อเสนอ จะเอา หรือไม่เอา” น้ำเสียงเด็ดขาดและทรงอำนาจทำเอาเมธาถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

เขาไม่เข้าใจเหตุผลของเจ้าหนี้หนุ่มเลยสักนิด ทำไมถึงให้เขากลับมาอยู่ในบ้านที่เพิ่งถูกยึด แต่ในสถานการณ์ที่สิ้นไร้ไม้ตอกเช่นนี้ เขาไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรได้อีกแล้ว

“ตกลงครับ...ผมตกลง”

เมธาพยักหน้ารับคำอย่างโง่เขลา โดยหารู้ไม่เลยว่า ข้อเสนออันแสนหอมหวานนี้ แท้จริงแล้วคือบ่วงดักเหยื่อ ที่มาเฟียหนุ่มขุดล่อเอาไว้ กรงขังที่มองไม่เห็นกำลังถูกสร้างขึ้น เพื่อกักขังลูกสาวสุดที่รักของเขา ให้ตกเป็นทาสบำเรอหนี้อย่างไม่มีทางหนีพ้น

รอยยิ้มของพญามัจจุราชแสยะกว้างขึ้นเกมไล่ล่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น“ขอบคุณอาร์มมากนะที่ขับรถมาส่งเมย์ถึงบ้าน”

เมธาวารี หันไปส่งยิ้มหวานขอบคุณเพื่อนชายคนสนิทที่อุตส่าห์ทำหน้าที่สารถีมารับเธอถึงสนามบิน และขับรถมาส่งถึงหน้าบ้านในยามวิกาล หลังจากที่เธอเพิ่งเดินทางกลับจากการไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้าน ร่างบางบิดขี้เกียจเล็กน้อยเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า พรุ่งนี้แล้วสินะที่เธอจะต้องเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัว

แม้ว่าเมธาวารีจะเรียนจบในสาขาการจัดการการโรงแรม และที่บ้านก็มีกิจการโรงแรมเป็นของตัวเอง แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะไม่เข้าไปทำงานหรือฝึกงานในธุรกิจของครอบครัวทันที นั่นก็เป็นเพราะเธออยากจะออกไปหาประสบการณ์จากโรงแรมชื่อดังระดับประเทศ เพื่อนำความรู้และระบบการจัดการที่เป็นมืออาชีพกลับมาพัฒนาโรงแรมของตัวเองในอนาคต เธอสัญญากับตัวเองไว้เสมอว่า เมธาดาริน โฮเทล จะต้องก้าวขึ้นเป็นโรงแรมระดับห้าดาวให้จงได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป